Available in ENJATH

เหตุใดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นจึงมีความสำคัญเท่ากับการอ่านและวิชาคณิตศาสตร์

การศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มต้นด้วยการมองเห็นภาพรวมของสังคม ที่ลูกหลานและเยาวชนของเรากำลังจะเติบโตไปใช้ชีวิตอยู่ ด้วยมุมมองที่สดใหม่ ประวัติศาสตร์ได้พัฒนาถึงจุดพลิกผันที่ทำให้เปลือกนอกและความซับซ้อนของโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ลูกหลานของเราต้องเรียนรู้ที่จะจัดการ ในขณะที่พวกเราส่วนใหญ่ยังเห็นโลกเป็นเหมือนช่วงที่เราเติบโตขึ้นมา (ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นวิวัฒนาการบ้าง) แต่โลกในยุคนั้นแตกต่างอย่างมากมายจากโลกที่คนวัยเยาว์กำลังจะเข้าไปมีบทบาทนำในฐานะผู้ใหญ่ กล่าวให้ถึงสุด โลกทั้งสองนี้มีความแตกต่างกันราวขั้วตรงกันข้าม ที่แต่ละขั้วต้องการคนที่มีทักษะและทัศนคติต่อโลกที่แตกต่างกัน
 
คนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตต้องได้รับการฝึกฝนให้เกิดการเรียนรู้แบบใหม่ เพื่อความสำเร็จในชีวิตและการมีส่วนร่วมสร้างสังคมที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงที่รออยู่ข้างหน้า

นับเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน ที่สังคมได้ถูกออกแบบให้มีองค์กรที่บงการโดยคนจำนวนน้อยที่อยู่ในโครงสร้างส่วนบน คนเหล่านี้สั่งการคนอื่นๆ ให้นำทักษะของพวกเขามาทำซ้ำแบบหลอมรวมและทำให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม แบบแผนการทำงานที่มีผู้นำเดี่ยวนั้น มีความจำกัดอย่างเห็นได้ชัด มันทำให้เกิดปัญหาที่ตามมามากมายจนท่วมท้นสถาบันของเรา ทุกวันนี้ กำแพงของสังคมแนวตั้งกำลังพังทลายและเผยให้เห็นภูมิทัศน์ทางยุทธศาสตร์ที่รวดเร็ว คล่องตัว และมีลักษณะผสมผสาน

เมื่อโครงสร้างส่วนบนเริ่มแบนราบ กำแพงเริ่มพังทลาย และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากำลังขจัดสิ่งที่กั้นขวางการมีส่วนร่วมของปัจเจกชน พวกเราจำนวนมากขึ้นจึงสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในทุกมิติของสังคม เรามีเครื่องมืออันหลากหลายที่ครั้งหนึ่งถูกผูกขาดด้วยคนส่วนน้อย ทุกวันนี้ เครือข่ายส่วนตัวของเรา และพื้นที่ในการสร้างความร่วมมือ รวมทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และช่องทางการเผยแพร่ข่าวสาร อยู่บนปลายนิ้วและเราสามารถนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาหรือสร้างโอกาสได้ทันที ผู้นำเดี่ยวแบบเก่าในอดีตกำลังหลีกทางให้แก่การนำแบบใหม่โดยทุกคนในปัจจุบัน

การสร้างความเข้มแข็งให้แก่บุคคล ส่งผลให้สังคมเกิด “ผลกระทบที่เกิดจากนักสร้างการเปลี่ยนแปลง” (Changemaker Effect) เราสามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้อย่างชัดเจน ดังต่อไปนี้:
 
เมื่อเปรียบเทียบระบบใหม่-ที่ทุกคนนำ กับระบบเก่า-ที่มีผู้นำเดี่ยว ระบบใหม่มีอัตราเร่งของการเปลี่ยนแปลงที่สูงกว่า เพราะผู้นำหลายคนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง หากคุณเห็นด้วยว่าทุกสิ่งที่คุณเปลี่ยนจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างและทุกคนกำลังทำเช่นนั้นแล้ว นั่นชี้ให้เห็นว่าเรากำลังอยู่ในโลกที่ทุกคนเป็นนักสร้างการเปลี่ยนแปลง

จำนวนนักสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กำลังทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรอบทิศทางอย่างที่ไม่เคยเกิดในสังคมมาก่อน และการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นกำลังเกิดขึ้นในอัตราเร่งอย่างรวดเร็ว โลกมีวิวัฒนาการมายาวนาน แต่การเปลี่ยนแปลงจากโลกที่มีการทำซ้ำแล้วซ้ำอีกไปสู่โลกที่กำหนดโดยการเปลี่ยนแปลงที่เป็นเอกลักษณ์ จะน่าทึ่งเช่นเดียวกับการเปลี่ยนความเชื่อจากโลกแบนไปเป็นโลกกลมเลยทีเดียว

ขอยกตัวอย่างเรื่องราวที่เกิดขึ้นในบริบทของสังคมอเมริกัน แต่สามารถนำมาอธิบายประเด็นที่กำลังพูดถึงได้ ลองนึกภาพนักรักบี้คนหนึ่งที่กำลังเตรียมความพร้อมเข้าสู่สนาม เขาอยู่ในห้องเตรียมตัวโดยลำพัง และเริ่มสวมแผ่นกันกระแทกทางศีรษะแล้วปรับให้พอดีกับช่วงไหล่ ต่อมาจึงสวมเสื้อกีฬาขนาดใหญ่ที่คลุมทับเกราะป้องกันตัวเขาได้พอดิบพอดี หลังจากนั้นจึงสวมหมวกกันกระแทกและบรรจงคาดสายรัดใต้คาง ขณะนี้เขาพร้อมที่จะลงสู่สนามแล้ว จึงตบหมวกป้องกันศีรษะด้วยมือทั้งสองก่อนทะยานออกจากห้องเตรียมตัวไปรวมตัวกับสมาชิกในทีม เขาพุ่งตัวผ่านทางออกไปสู่สนามกีฬาสีเขียว ร่างกายอาบด้วยแสงอันเจิดจ้าและอบอุ่นของสป็อตไลท์ มันเป็นช่วงเวลาที่เขาเตรียมตัวมาตลอดชีวิต

ทันทีที่เขาเข้าใกล้คนอื่นๆ การเคลื่อนไหวกลับช้าลง มีสิ่งผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด ประตูที่โดยทั่วไปจะอยู่แต่ละด้านของสนามกลับทาบอยู่กับพื้น มีตาข่ายสองผืนใหญ่ขึงอยู่แทนที่ ลูกรักบี้ “หนังหมู” สีน้ำตาลที่เขารู้จักกลับกลายเป็นลูกบอลอีกประเภทหนึ่ง ที่มีลักษณะกลมและหมุนให้เห็นลายสีดำและขาว ผู้เล่นในสนามที่กำลังอบอุ่นร่างกายก็ดูไม่คุ้นเคย พวกเขาไม่ได้ใส่เครื่องป้องกันตัวแบบเดียวกับเขา หากปล่อยผมสยายในสายลม ในขณะที่สวมกางเกงขาสั้นและเสื้อผ้าเบาบางที่ทำให้เคลื่อนไหวได้อย่างว่องไว

เกมเปลี่ยนไปแล้ว
 
เมื่อกติกาในการเล่นกีฬาที่คุ้นเคยเปลี่ยนไป โดยทั่วไปคุณจะเกิดปฏิกิริยาสามแบบ ประการแรกคือหยุดนิ่งอยู่กับที่ จ้องมองด้วยความหวั่นกลัวและสับสนต่อการเล่นเกมแบบใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า มันเป็นความรู้สึกที่สิ้นหวังที่จะทำให้คุณหยุดนิ่งอยู่ข้างสนามและรู้ตัวทันทีว่าหมดบทบาท ประการที่สองคือรีบขุดค้นวิธีเล่นที่คุณรู้และลองเสี่ยงนำมาใช้แบบหัวชนฝา ในกรณีนี้ อาจถึงขั้นถอดหมวกกันกระแทกและวิ่งทะลวงเข้าไปในกลุ่มคนเล่นที่ไม่คาดคิด แน่นอนการทำเช่นนั้นจะทำให้คุณวิตกกังวลและอาจเป็นอันตราย แต่ในไม่ช้าคุณจะพบว่ากำลังเสียเปรียบและถูกคนอื่นจับโยนออกไปนอกสนาม ประการที่สามคือเปลี่ยนความคิดเพื่อจะลงมือทำด้วยวิธีที่ต่างไปจากเดิม นี่เป็นการเปลี่ยนทัศนคติที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนวิธีทำ เมื่อจะเล่นกีฬาที่มีกติกาใหม่ ผู้เล่นจะต้องเริ่มด้วยการเรียนรู้และปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเขา เช่นเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติ ความคิดนี้ดูน่ากลัว แต่ความกังวลของคุณจะลดลงเมื่อเกิดความเข้าใจอย่างแจ่มชัดว่า การเล่นกีฬาแบบใหม่จะต้องใช้กติกาใหม่ทั้งชุด กติกาเก่าจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป

เราทั้งหลายกำลังเผชิญหน้ากับห้วงเวลาที่วงการกำลังเปลี่ยน ในขณะที่สังคมกำลังเปลี่ยนจากรูปแบบของการทำซ้ำไปสู่ขั้วตรงข้ามคือการเปลี่ยนแปลง กระบวนการนี้จะท้าทายความคิดที่ดำรงอยู่เกี่ยวกับวิธีการทำงานร่วมกันของพวกเราและการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในสังคม

ยกตัวอย่างเช่น การทำงานเป็นทีมในระบบที่ทำซ้ำ บุคคลจะทำงานร่วมกับทีมตามตำแหน่งหรือหน้าที่ซึ่งเป็นการมีส่วนร่วมที่จำกัดมาก แต่ในระบบใหม่ต้องการทีมที่แตกต่าง ที่มีลักษณะเป็นทีมในทีม เพื่อพร้อมที่จะนำในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ในระบบใหม่นี้ คนทุกคนต้องมีความสามารถที่จะรวมตัวกันเป็นทีมในทีมที่เปิดกว้างและคล่องตัว เพื่อทำงานให้ครอบคลุมทุกขอบเขตเก่า และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายที่ซับซ้อนและสร้างความเป็นไปได้แบบใหม่  นอกจากนี้ ในทีมแบบใหม่ การประเมินคุณค่าของบุคคลจะขึ้นอยู่กับความสามารถ ทัศนคติ ความชอบและประสบการณ์เฉพาะที่สามารถนำมาสร้างโอกาสได้ทันท่วงที

ประการที่สอง เป็นเรื่องของความแตกต่างระหว่างกระบวนทัศน์ทั้งสอง ในวงการใหม่ สิ่งสำคัญคือนวัตกรรมต้องเป็นส่วนประกอบของการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่การทำซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น หากนวัตกรรมนั้นเกี่ยวข้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำซ้ำของระบบสายพานประกอบการผลิต เราต้องคิดถึงความหมายของนวัตกรรมในบริบทใหม่

ที่จริง นวัตกรรมเป็นผลพวงของกำแพงที่ถูกทำลายเพื่อเชื่อมโยงด้านสองด้านที่เป็นคู่ขนาน บางครั้งเทคโนโลยีมีส่วนช่วยในเรื่องนี้ และในบางครั้งมันเป็นเพียงผลที่ได้รับ แต่นวัตกรรมเป็นกิจกรรมของมนุษย์ ในวิถีการทำงานแบบทีมในทีม คุณค่าที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลาคือการเพิ่มทีมใหม่เข้าไปในทีมที่ดำรงอยู่ เพื่อรับมือกับสภาพที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาของปัญหาและโอกาสในสังคมทุกวันนี้ ดังนั้นความสามารถในการทำลายกำแพงและเชื่อมโยงผู้คนเพื่อสร้างทีมในทีม จึงเป็นทักษะใหม่ที่จำเป็นต้องมีของการเป็นผู้นำ

ประการที่สาม เราจำเป็นต้องทบทวนความคิดร่วมของพวกเราในเรื่องการเป็นผู้นำในยุคใหม่ที่ซึ่งทุกคนนำ การเป็นผู้นำในระบบทีมในทีมไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นเส้นตรงแต่เป็นการเปลี่ยนรอบทิศทาง ซึ่งผู้นำจะต้อง “มีความตระหนักถึง - ผู้อื่น” มันเป็นภาวการณ์นำแบบใหม่ที่เรียกร้องให้ทุกคนในทีมเห็นภาพรวมและวิธีการแก้ไขปัญหาที่ก้าวหน้า รวมทั้งมีส่วนช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านบวก ทุกสิ่งที่กล่าวมานี้ ชี้ให้เห็นความเป็นจริงที่ว่า ภาวะการเป็นผู้นำเดี่ยวเป็นระบบที่ขัดแย้งกับการที่ทุกคนเป็นนักสร้างการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ทักษะที่จำเป็นในการสร้างโลกที่วางอยู่บนพื้นฐานของการทำซ้ำอย่างมีประสิทธิภาพ จะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากทักษะที่ต้องมี ในโลกที่ให้คุณค่าแก่การเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรม (ดูตารางด้านล่าง)
 

กระบวนทัศน์เก่า กระบวนทัศน์ใหม่
ถูกกำหนดด้วยประสิทธิภาพของการทำซ้ำ ถูกกำหนดด้วยการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรม
ผู้นำเดี่ยวในแต่ละยุค ทุกคนได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำและผู้มีส่วนร่วมที่มีพลัง
ทีมงานที่มีทักษะในการทำซ้ำและดำเนินงานอย่างสอดคล้องในระบบที่สั่งการจากบนลงล่าง ทีมในทีมที่พัฒนาอย่างคล่องตัวทั่วทั้งขอบเขตเก่า เพื่อที่จะรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อนในภูมิทัศน์ที่ผสมผสาน
ถูกกำหนดด้วยประสิทธิภาพของการทำซ้ำ ถูกกำหนดด้วยการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรม
ได้รับการฝึกฝนให้มีทักษะเฉพาะ

ได้รับการฝึกฝนให้มีทักษะหลัก ที่ได้แก่ การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น การเป็นผู้นำแบบใหม่ และการสร้างการเปลี่ยนแปลง

ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การปฏิสัมพันธ์ของคนทั้งกลุ่ม
ให้คุณค่าต่อความชำนาญและอำนาจที่มีพื้นฐานมาจากความรู้เฉพาะด้าน

ให้คุณค่าต่อจริยธรรม ความน่าเชื่อถือและตัวตนที่แท้จริงของบุคคลที่มีพื้นฐานมาจากการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อส่วนรวม

สื่อสารด้วยการสั่งการจากผู้มีอำนาจ สื่อสารด้วยการเล่าเรื่องและประสบการณ์
เผยแพร่ข้อมูลอย่างจำกัดขึ้นอยู่กับ “สิ่งที่ต้องรู้” เพื่อใช้ในการทำงานหรือทำหน้าที่

สื่อสารแบบเปิดกว้าง โปร่งใส ที่ทุกคนได้รับข้อมูลที่นำไปสร้างทีมในทีมและลงมือทำ


เมื่อการสร้างการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ อัตราของการเปลี่ยนแปลงในทุกภาคส่วนและในชีวิตของคนทุกคนจะเร่งเร็วขึ้น ทุกคนจะต้องมีทักษะและฝึกฝนการสร้างการเปลี่ยนแปลง เพื่อที่จะนำทางและจัดการกับบริบทใหม่ ดังนั้น การเรียนรู้แบบใหม่จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับลูกหลานและเยาวชนของเรา

ในโลกที่มีการปฏิสัมพันธ์และความซับซ้อน ซึ่งเป็นโลกที่ต้องอาศัยความร่วมมือไปสู่ความสำเร็จและการมีส่วนร่วม  เด็กทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอย่างมาก รูปแบบทีมในทีมจะเป็นวิถีการทำงานที่ต้องอาศัยการปฏิสัมพันธ์และความน่าเชื่อถือของบุคคล ซึ่งเป็นมาตรฐานของระบบใหม่นี้จะมีสัดส่วนแปรผันโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงเพื่อส่วนรวม นอกจากนี้ กฎระเบียบกติกาทั้งหลายจะปรับตัวไม่ทันกับระดับของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะส่งผลให้จริยธรรมบนพื้นฐานของความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเป็นสิ่งสำคัญต่อการเป็นผู้นำและการสร้างการเปลี่ยนแปลงของเรา

ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องปรับการเรียนรู้ของเยาวชน ส่งเสริมให้คนหนุ่มสาวมีจริยธรรมบนพื้นฐานการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น การมีส่วนร่วมและทำงานเป็นทีม (ทีมในทีม) ซึ่งเป็นสภาวะของการเป็นผู้นำแบบใหม่ ที่ทุกคนในทีมเป็นผู้เล่นที่ริเริ่มและเป็นนักสร้างการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น การเรียนรู้ในระดับประถมศึกษาจะต้องมุ่งเน้นให้นักเรียนได้ฝึกฝนการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น อันเป็นทักษะพื้นฐานที่จะนำไปสู่ความสำเร็จและการมีส่วนร่วมในโลกทุกวันนี้ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

เมื่อจะทำให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานของการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงนี้ สังคมจะต้องตระหนักรู้ว่ามีกลุ่มพลังซึ่งเคลื่อนไหวมายาวนานที่กำลังช่วยปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลก สิ่งที่เราต้องการในวันนี้คือการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนทางควาคิด  การเปลี่ยนแปลงความคิดอย่างกว้างขวางนี้จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนกรอบแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างที่จำเป็นต้องมี

ด้วยเหตุนี้ ผู้นำที่สร้างผลกระทบทางสังคมจึงยืนอยู่ในตำแหน่งที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อช่วยปรับทัศนคติของโลกที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแนวคิดทางสังคม เมื่อ 35 ปีก่อน บิล เดร์ตัน ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกภาคส่วนการประกอบการสังคม ได้นำเสนอความคิดที่ว่าไม่มีสิ่งใดทรงพลังไปกว่าความคิดใหม่อันกล้าหาญ ที่อยู่ในมือของผู้ประกอบการสังคมชั้นเลิศที่กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อส่วนรวม ด้วยการนำที่มีวิสัยทัศน์ของบิล ส่งผลให้งานด้านการประกอบการสังคมก้าวรุดหน้า ปัจจุบันนี้ อโชก้าซึ่งเป็นองค์กรที่เขาก่อตั้ง ได้สร้างเครือข่ายของสมาชิกที่เป็นผู้ประกอบการสังคมแนวหน้าระดับโลก จำนวน 3,200 กว่าคน ใน 85 ประเทศ

ผู้ประกอบการสังคมเป็นนักสร้างการเปลี่ยนแปลงระบบที่ทำงานเพื่อสังคมอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย บิล เดร์ตัน ขนานนามบุคคลเหล่านี้ว่าเป็น “กองกำลังเพื่อความถูกต้องที่ขาดไม่ได้” (essential corrective force) ของสังคม นอกเหนือจากแนวคิดใหม่ที่ผู้ประกอบการสังคมเหล่านี้นำมาแก้ไขปัญหาของโลกที่ซับซ้อน พวกเขายังเรียนรู้ทักษะหลักที่จำเป็นต่อการสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ในสังคม และนำทักษะเหล่านั้นมาปรับใช้ในการรับมือกับความท้าทายทางสังคมที่ยากจะแก้ไข ผู้ประกอบการสังคมของอโชก้าจากทุกแห่งหน ไม่ว่าจะมาจากวัฒนธรรมใด นับถือศาสนาใด หรือนิยมระบบการเมืองใด ล้วนลงมือทำด้วยความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น พวกเขายังสร้างแรงบันดาลใจแก่นักสร้างการเปลี่ยนแปลงคนอื่นๆ ด้วยการขจัดอุปสรรคที่ขัดขวางนวัตกรรม และสร้างเงื่อนไขให้เกิดการสร้างการเปลี่ยนแปลง

อโชก้าเฟลโลว์จำนวน 25% ทำงานในประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพและสุขภาวะของเยาวชน พวกเขาพัฒนาความคิดและวิธีการทำงานที่มีพลัง โดยมีเป้าหมายที่จะส่งต่อความรู้เหล่านี้ให้แก่คนรุ่นใหม่ที่เป็นผู้มีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลงโลกอย่างมั่นใจ ผู้ประกอบการสังคมเหล่านี้กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงในห้องเรียน สนามเด็กเล่น ละแวกเพื่อนบ้าน และชุมชน แต่ละคนกำลังใช้ทักษะพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จในการทำงานในภูมิทัศน์ทางยุทธศาสตร์แห่งใหม่ เมื่อผู้ประกอบการสังคมเหล่านี้ร่วมมือกัน พวกเขาจะสร้างโมเดลและเผยแพร่วิธีการทำงาน (how-to’s) ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในโลกของนักสร้างการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม เรายังต้องการคนประเภทนี้อีกเป็นจำนวนมากเพื่อช่วยให้สังคมก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงนี้

ในปีที่ผ่านมา อโชก้าทุ่มเททรัพยากรใหม่ๆ และให้ความสนใจต่อการค้นหา พิจารณาคัดเลือก และร่วมมือกับทีมนักการศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ที่กำลังช่วยให้คนหนุ่มสาวพัฒนากลยุทธ์และความสามารถที่จำเป็นต่อโลกของนักสร้างการเปลี่ยนแปลง การกระทำดังกล่าวส่งผลให้นักเรียนเหล่านี้ได้รับการปลูกฝังทั้งในแง่ความมุ่งมั่นและการปฏิบัติ ให้เป็นผู้มีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แข็งขัน

เครือข่ายระดับโลกของโรงเรียนนักสร้างการเปลี่ยนแปลง (Changemaker Schools) ที่กำลังเกิดขึ้น ได้นำเสนอโมเดลที่โรงเรียนอื่นๆ สามารถนำไปใช้ เพื่อจัดลำดับความสำคัญให้ทักษะการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและการเป็นนักสร้างการเปลี่ยนแปลงเป็นผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนของนักเรียน ทีมในโรงเรียนเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถและความเต็มใจที่จะพัฒนาและทดสอบความคิดใหม่แทนที่จะทำตามบรรทัดฐานแบบเดิม นอกเหนือจากการให้ความสำคัญต่อการทำงานกับนักเรียนในพื้นที่ พวกเขายังเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงกรอบแนวคิดระดับโลก ที่มีความมุ่งมั่น มีอิทธิพลโน้มน้าว และได้รับการยอมรับอย่างเด่นชัด มากพอที่จะจูงใจให้คนอื่นๆ ทำตาม

เครือข่าย Changemaker Schools และผู้ประกอบการสังคมแนวหน้า ด้วยร่วมมือกับผู้ปกครองและผู้นำด้านการศึกษาในระดับอุดมศึกษา องค์กรภาคประชาชน ธุรกิจ สื่อมวลชน และผู้ประกอบการสังคมรุ่นเยาว์ กำลังมีส่วนร่วมสร้างความตระหนักรู้ในระดับโลกที่กำลังเติบโต พวกเขาชี้ให้เห็นว่าแนวการเรียนรู้สำหรับเยาวชนจะต้องสอดคล้องกับภูมิทัศน์แบบใหม่ของสังคม

“ทุกคนเป็นนักสร้างการเปลี่ยนแปลง” ไม่ใช่โมเดลทางเลือกสำหรับการไปสู่ความสำเร็จหรือโลกในอุดมคติ (Utopia) ที่พวกเราปรารถนา แต่มันเป็นความเป็นจริงแบบใหม่ นั่นคือ ขณะนี้เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ทุกคนจำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติของมันว่ากำลังเปลี่ยนแปลง และต้องรู้จักทักษะที่เราจำเป็นต้องมีเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและเป็นผู้นำ

เมื่อความเชื่อของสังคมที่มีผลต่อพฤติกรรมเปลี่ยนไป กรอบแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้แบบใหม่จะเกิดขึ้นตามมา ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นต่อเมื่อผู้อำนวยการและคณะกรรมการโรงเรียน รวมทั้งบุคลากรอื่นๆ และชุมชนนักการศึกษายอมรับว่าความสำเร็จหรือความล้มเหลวของโรงเรียนระดับประถมศึกษานั้นขึ้นอยู่กับว่า นักเรียนในระดับประถมต้นสามารถเข้าใจและฝึกฝนทักษะการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นหรือไม่ เมื่อถึงเวลานั้น จริยธรรมที่เกิดจากพื้นฐานการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นจะถูกยอมรับให้เป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญมากเทียบเท่าการอ่านและการเรียนคณิตศาสตร์

วัยรุ่นที่เรียนในระดับมัธยมตอนกลางและปลายจะเริ่มหันมามองว่า พวกเขาจะต้องเป็นนักสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ฝึกฝนทักษะหลักทั้ง 4 ที่จำเป็นต่อวงการใหม่ (ที่ได้แก่ การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น การทำงานเป็นทีม การนำแบบใหม่ และการสร้างการเปลี่ยนแปลง) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะใช้จำนวนกลุ่มที่นักเรียนเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นผู้ดำเนินการในโรงเรียน เป็นตัวชื้วัดที่สำคัญต่อการเตรียมการ ผู้ปกครองจะประเมินอย่างเข้มงวดว่าวัฒนธรรมของโรงเรียนและนักเรียนยังปลูกฝังแนวทาง “ฝันถึงและมือทำ” หรือไม่ และท้ายที่สุด ผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรู้จะชี้ให้เห็นความจำเป็นแบบใหม่ ที่นักเรียนซึ่งกำลังจะสำเร็จการศึกษาต้องมีความสามารถที่จะนำการทำงานแบบทีมในทีมที่เปิดกว้าง คล่องตัว ซึ่งเป็นภูมิทัศน์ที่รอพวกเขาอยู่เบื้องหน้า

เมื่อมองโลกผ่านเลนส์ใหม่ เราจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า คนรุ่นเยาว์ต้องมีคุณสมบัติอะไรจึงจะประสบความสำเร็จและมีส่วนร่วมสร้างสังคมอย่างเต็มที่ เมื่อคุณลักษณะเหล่านี้ ที่ได้แก่ - การมีทัศนะที่ดีต่อการเปลี่ยนแปลง มีจิตสาธารณะ มีจิตวิญญาณองผู้ประกอบการ และมีทัศนะที่ดีต่อความร่วมมือ - ได้กลายเป็นมาตรฐานของการเรียนรู้เกี่ยวกับเยาวชนและการเป็นผู้ปกครองแล้ว  การศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับภูมิทัศน์ใหม่ของสังคมจึงจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง

บทความนี้เรียบเรียงมาจากคำปราศรัยของเฮนรี่ เดอ ซิโอ (Henry De Sio) ในการประชุมนานาชาติว่าด้วย The Transformative Nature of Education: Underpinning Social and Econnomic Transformations (มหาวิทยาลัยแทสมาเนีย) กรกฎาคม 2558 อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.educationtransforms.com.au.