Available in EN | IT | PT-BR | FR | ES | DE | JA | TH

ช่วงเวลาประวัติศาสตร์

ทำไมการกระจายรายได้จึงลดลงทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจหรืออุดมการณ์จะเป็นอย่างไร ทำไมการเมืองแบบ "เล่นพรรคเล่นพวก" ที่รุนแรงขึ้นทุกวันจึงแพร่ขยายทั่วโลก และทำไมผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่าถูกผลักดันให้เป็นคนชายขอบ

เรากำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง เมื่อโลกที่เคยถูกครอบงำด้วยความซ้ำซากกลับถูกแทนที่ด้วยโลกที่แวดล้อมด้วยสิ่งตรงกันข้าม นั่นคือการเปลี่ยนแปลง อัตราการเปลี่ยนแปลงและการขยายตัวของการเชื่อมต่อ ที่ต่างส่งเสริมกันและกันและเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ ในโลกที่รุดหน้าแบบก้าวกระโดดมาอย่างน้อย 300 ปี โลกาภิวัตน์และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเชื่อมเราเข้าด้วยกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ด้วยการทำลายอุปสรรคและเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม

ขณะเดียวกัน ความต้องการที่มีต่องานแบบทำซ้ำ กลับลดลงอย่างมหาศาลนับตั้งแต่ ค.ศ. 1700 ในอดีต เราวัดคุณค่าจากประสิทธิภาพของงานแบบทำซ้ำ (ลองคิดถึงสายพานประกอบการผลิตหรือสำนักงานกฎหมาย) ผู้คนเรียนรู้ทักษะ (เช่น นายธนาคารหรือคนทำขนมปัง) แล้วใช้ทักษะนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีกตลอดชีวิตในสถานที่ทำงานที่มีกำแพงมากมาย วิถีชีวิตนี้กำลังตาย และนี่คือความจริง

ทุกวันนี้ คุณค่าเกิดจากการร่วมสร้างและปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลง ในโลกที่ทุกสิ่งกำลังเปลี่ยนแปลง (และส่งผลให้ทุกคนต้องเปลี่ยนแปลงตาม) แต่ละคนต้องสวมบทบาทเป็นนักสร้างการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม จะเป็นนักเปลี่ยนแปลงได้ต้องมีทักษะที่ซับซ้อน ซึ่งเกือบจะเป็นขั้วตรงข้ามของทักษะที่โลกของการทำซ้ำที่กำลังสลายตัวต้องการ และเมื่อทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงจะต้องถูกจัดระบบให้คล่องตัวและเป็นเครือข่ายของทีมที่เปิดกว้าง

 

ความไม่เท่าเทียมแบบใหม่

ประชากรจำนวนมากได้เรียนรู้วิธีร่วมสร้างและปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลง และรู้วิธีปฏิบัติตัวเป็นสมาชิกที่มีประสิทธิภาพของทีมในทีมที่เปิดกว้างและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งเป็นวิถีทางของความเป็นจริงแบบใหม่ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้เป็นนักสร้างการเปลี่ยนแปลงในวงการที่ดียิ่งขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะนั่นเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของทีมและความสุขของแต่ละคน คนกลุ่มนี้กำลังมีชีวิตที่ดี

อย่างไรก็ตาม คนในสังคมส่วนมากยังไม่มีทักษะในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในความเป็นจริงแบบใหม่ ที่ทุกสิ่งกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ โลกถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจนและมากขึ้น ด้วยความไม่เท่าเทียมแบบใหม่

ความไม่เท่าเทียมนี้แตกต่างจากความไม่เท่าเทียมแบบอื่น ๆ ด้วยมันทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี ยิ่งโลกเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น และผู้ที่อยู่ในวงการช่วยเสริมสร้างทักษะและความมั่นใจให้แก่กันและกันมากขึ้นเท่าใด ฝ่ายที่กำลังพ่ายแพ้จะถูกทิ้งห่างมากขึ้นและเร็วยิ่งขึ้น

ทำไมการกระจายรายได้ถึงลดลงทุกปี นั่นเป็นเพราะเกิดสงครามแย่งชิงผู้มีทักษะในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ในขณะที่ความต้องการผู้ที่ไร้ทักษะนี้กลับลดลง (ผู้ไร้ทักษะในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนจะส่งผลเสียต่อผู้อื่นและทำลายการทำงานเป็นทีม)

นั่นเป็นเหตุให้การเมืองแบบ “เล่นพรรคเล่นพวก” ขยายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว เมื่อสังคมบอกกับผู้คนจำนวนมากว่า “ไปซะ เราไม่ต้องการคุณ เป็นความผิดของคุณเอง และเห็นได้ชัดว่า ลูกของคุณจะไม่มีอนาคตเช่นกัน” เรากำลังทำร้ายพวกเขาอย่างโหดเหี้ยมที่สุด และพวกเขาจะตอบโต้ด้วยความเคียดแค้นฝังใจ

โลกที่ถูกแบ่งแยก โลกที่ผู้คนมากมายต้องเจ็บปวดรวดร้าว คือโลกที่ล้มเหลว และร้ายยิ่งกว่านั้นคือไร้ศีลธรรม

 

กรอบแนวคิดใหม่

ทักษะสำคัญสำหรับการสร้างการเปลี่ยนแปลง ได้แก่

  • การเห็นอกเห็นใจ นี่คือทักษะรากฐานที่ต้องฝึกฝนตั้งแต่เด็ก และพัฒนาต่อไป โดยอาศัยการเรียนรู้ของซีรีบรัลคอร์เท็กซ์และเซลล์ประสาทกระจก (“ฉันรู้ว่าคุณเจ็บปวด”) ของบุคคลที่จะต้องทำงานร่วมกันอย่างมีจิตสำนึก เพื่อทำความเข้าใจและเชื่อมโยงผู้คนและบริบทที่หลากหลาย รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกใบนี้เข้าด้วยกัน ผู้ที่ขาดทักษะนี้จะส่งผลเสียต่อผู้อื่นและทำลายการทำงานเป็นกลุ่ม และท้ายที่สุดจะถูกผลักไส (การทำตัวเป็นคนดีด้วยการปฏิบัติตามกฎอย่างแข็งขันไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะเมื่อโลกเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น กฎระเบียบจะลดความสำคัญลงอย่างรวดเร็ว)

  • การทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ คือทักษะที่จำเป็นต่อโลกใหม่ ด้วยการร่วมมือทำงานเป็นทีมในรูปแบบ "ทีมในทีม" ที่คล่องตัวและเปิดกว้าง ที่ให้อิสระแก่กลุ่มขนาดเล็กในการทดลอง พร้อมกับการส่งเสริมให้ทุกคนแบ่งปันสิ่งที่ได้เรียนรู้แก่คนทั่วทั้งองค์กร

  • การเป็นผู้นำแบบใหม่ ทุกวันนี้ รูปแบบเก่าที่สั่งให้ผู้อื่นทำซ้ำไม่มีประสิทธิภาพและเป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวขององค์กรให้เข้ากับวงการใหม่ ความเป็นผู้นำแบบใหม่เริ่มต้นจากการเล็งเห็นโอกาสใหม่ รวบรวมสมาชิกทีมที่ใช่ และออกแบบโครงสร้างความคิดที่จำเป็นต่อการทำงานร่วมกันของสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนในทีมมีส่วนร่วมได้ในทุกระดับ

  • การสร้างการเปลี่ยนแปลง ก่อนที่ผู้นำจะมีวิสัยทัศน์/สร้างโอกาส/ทำให้มั่นใจ เขาหรือเธอต้องมีความสามารถในการเล็งเห็นแบบแผนการเปลี่ยนแปลงของผู้เล่นนับล้านที่เชื่อมโยงกันและกำลังเคลื่อนไหวอย่างทันท่วงที เพื่อคาดการณ์ว่าแบบแผนเหล่านี้จะเป็นอย่างไรในอนาคตที่กำลังจะมาถึงอย่างรวดเร็ว มองเห็นความจำเป็น/โอกาสในการสร้างโลกที่ดีกว่านี้ มองเห็นวิธีสร้างทีมในทีมที่ดีที่สุด (และก้าวหน้าได้รวดเร็ว) และพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการระดมผู้คน เสริมสร้างความเข้มแข็งให้พวกเขาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนช่วยให้พวกเขารวมศูนย์ความคิด (หรือปรับเปลี่ยนการรวมศูนย์ความคิด) ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทั้งในฐานะบุคคลและในฐานะทีม

ภารกิจเร่งด่วนที่สุดของโลก ซึ่งเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของอโชก้าด้วย คือการช่วยให้ทุกคน  “มองเห็น” ความเป็นจริงแบบใหม่ และเข้าใจว่าพวกเขาทั้งหลาย จะเข้าร่วมอย่างมีพลังได้อย่างไร กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ จะเป็นนักสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร จากนั้นเราทุกคนจะร่วมมือกันทำลายความไม่เท่าเทียมรูปแบบใหม่ และปรับปรุงการออกแบบโลกใหม่ที่กำลังพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น โดยมีหลักการพื้นฐานที่สำคัญสองประการ คือ

  • เรา ต้อง นิยามความหมายของผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จเสียใหม่ เด็กๆ ต้อง เรียนรู้ที่จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่น คนรุ่นใหม่ (วัยรุ่น) ต้องฝึกฝนทักษะการเห็นอกเห็นใจ และฝึกฝนทักษะการเป็นนักสร้างการเปลี่ยนแปลง (ทั้งสี่ทักษะ) บททดสอบคือ วัยรุ่นกี่เปอร์เซ็นต์ที่ รู้ว่า ตัวเองเป็นนักสร้างการเปลี่ยนแปลง อนาคตของชุมชนหรือสังคมใดใดจะเปลี่ยนแปลงมากน้อย ขึ้นอยู่กับตัวชี้วัดนี้ (ทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นตลอดชีวิต ที่ทุกองค์กรกำลังแสวงหาและสนับสนุนให้คนของตนเป็นนักสร้างการเปลี่ยนแปลง)

  • องค์กรต้องเปลี่ยนตัวเองให้เป็นทีมในทีมที่คล่องตัวและเปิดกว้าง นั่นคือทีมของนักสร้างการเปลี่ยนแปลง

 

ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงของอโชก้า

งานที่ต้องทำต่อมาคือการนำหลักสากลเหล่านี้มาปรับใช้ในภูมิภาคต่างๆ (เช่น ในมหานครซีแอตเติลหรืออินเดีย) ในกลุ่มประชากรและขอบข่ายงานที่หลากหลาย (เช่น ด้านสิ่งแวดล้อมหรือการเงินเพื่อสังคม)

ตลอดเวลาหกปีที่ผ่านมา อโชก้าพัฒนาทฤษฎี (ที่กำลังปฏิบัติ) ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงที่สนับสนุนให้เกิดความร่วมมือกันอย่างแข็งขันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ กระบวนการ “Collaborate Entrepreneurship Jujitsu” (CEJ) ซึ่งเคยขับเคลื่อนโครงสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญครั้งก่อนกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี

ชุมชนและกระบวนการเคลื่อนไหวของอโชก้าอยู่ในตำแหน่งที่เป็นเอกลักษณ์ที่จะทำงานนี้ได้สำเร็จ เราตระหนักรู้ว่า “ทุกคนเป็นนักสร้างการเปลี่ยนแปลง” ตั้งแต่แรกเริ่ม (เช่นเดียวกับเฟลโลว์ส่วนใหญ่) เรามุ่งมั่นสร้างความเข้าใจและวางแนวทางปฏิบัตินี้มากว่าสิบปี และมีความเข้าใจชัดเจนไม่ด้อยกว่าใคร

นอกจากนี้เรายังมีข้อได้เปรียบที่สำคัญและไม่มีใครเหมือน คือมีเครือข่ายอโชก้าเฟลโลว์ 3,600 คน (และพันธมิตรที่เป็นผู้ประกอบการจำนวนมาก)

  • ขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น ผู้ประกอบการภายใน (intrapreneurs) ชั้นแนวหน้า อาจเป็นเพียงคนกลุ่มเดียวที่คาดการณ์อนาคตได้อย่างน่าเชื่อถือ พวกเขาคงไม่เสี่ยงทำงานทั้งชีวิต โดยไม่คาดหวังว่าสังคมจะเป็นอย่างไรเมื่องานที่พวกเขาสร้างสรรค์พัฒนาเต็มที่ และจะต้องสอดคล้องกับสภาพสังคมไปอีกยี่สิบปีข้างหน้า ด้วยเหตุนี้เราจึงยึดถือแบบแผนการทำงานของพวกเขาเป็นแนวทาง (เช่น ในบรรดาเฟลโลว์กว่า 1,000 คนของเราที่ทำงานกับคนรุ่นใหม่เป็นหลัก จำนวน 90 ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ส่งเสริมให้เยาวชนเป็นผู้นำ)

  • พวกเขาสร้างรูปแบบ “วิธีทำงาน” (“how-to” models) นับพันแบบ

  • พวกเขาคือคนที่เราต้องการให้มาร่วมเป็นผู้นำกระบวนการ CEJ พวกเขาเกิดมาเพื่อเปลี่ยนแปลงโลก และเคยลงมือทำหลายต่อหลายครั้ง

  • กระบวนการ CEJ โดยเฉพาะที่ร่วมนำโดยเฟลโลว์ จะช่วยเหลือเฟลโลว์และงานของเขาได้อย่างมหาศาล .

More For You