Available in ENITJATHFRDEES

ทีมที่คล่องตัวจะสร้างธุรกิจที่ดีได้อย่างไร

ในขณะที่โลกกำลังเชื่อมต่อกันมากขึ้นทุกทีและอัตราเร่งในการเปลี่ยนแปลงสูงขึ้น โมเดลใหม่ขององค์กรเป็นพื้นฐานสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันขององค์กรและการอยู่ในวงการได้ต่อไป เมื่อองค์กรสร้างพลังอำนาจให้แก่ทีมในทีมที่คล่องตัวและเปิดกว้าง ด้วยการยอมรับและให้อำนาจการตัดสินใจแก่พวกเขา จะทำให้เกิดผลสองด้านคือ พวกเขาจะหลอมรวมความชอบกับเป้าหมายให้เป็นพลังการทำงาน และพวกเขาจะมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาอย่างคล่องแคล่วว่องไว ในบทความก่อนหน้านี้  (ทีมของคุณไม่เคยมีบทบาทมากเช่นนี้มาก่อน) เราได้พูดเรื่องแนวคิดเรื่องทีมในทีมรวมทั้งหลักการที่ออกแบบ 4 ประการของแนวคิดนี้ ที่เป็นโมเดลการจัดการแบบหนึ่ง

หลักการที่ออกแบบ 4 ประการนี้  เป็นผลจากการสังเคราะห์กิจกรรมสร้างการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่จำนวนหนึ่งที่เกิดขึ้นในองค์กรที่สร้างผลกำไรและองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร ประกอบด้วย:

  • การมีส่วนร่วมข้ามสายงาน
  • หน้าที่ความรับผิดชอบที่ยืดหยุ่นและผสมผสาน
  • ทุกคนมีพลังอำนาจที่จะนำ
  • การแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ทั่วไปที่ไม่ได้เกิดจากความสำเร็จของสมาชิกทีมงานคนใดคนหนึ่งเท่านั้น

มาดูกันว่าสององค์กรต่อไปนี้ได้นำหลักการออกแบบเหล่านี้ไปใช้อย่างไร

สำหรับองค์กร  Community Solutions  (โซลูชั่นสำหรับชุมชน) ได้นำแนวคิดเรื่องทีมในทีมไปใช้ในการรณรงค์โครงการ 100,000 Homes (บ้าน 100,000 หลัง) ของพวกเขา เพื่อสร้างบ้านถาวรจำนวน 100,000 หลัง ให้แก่คนเร่ร่อนเรื้อรังและเปราะบางที่สุดภายในเวลาเพียงสี่ปี  โครงการซึ่งมีเป้าหมายที่ทะเยอทะยานเช่นนี้ จำเป็นต้องมีทีมดำเนินงานที่ยืดหยุ่นและคล่องตัว ทีมงานจะถูกปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับลักษณะของปัญหาที่อยู่ตรงหน้า มีการปรับบทบาทและความรับผิดชอบทุกหกเดือนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับอีกหกเดือนข้างหน้า ทีมงานน้อมรับความคิดที่ว่า ความคิดที่ยิ่งใหญ่ลำดับต่อไปอาจมาจากที่ใดก็ได้ ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่ง นั่นหมายถึงการที่คนอายุ 24 ปี กำลังนำทีมงานระดับประเทศ ท้ายที่สุดทีมงานจะเป็นทีมที่มีความรับผิดชอบร่วมกัน และเป็นทีมที่สมาชิกทุกคนจะรับผิดชอบต่อความสำเร็จสูงสุดของทีม

การทดลองและความคล่องตัวดังกล่าวทำให้เกิดผล การรณรงค์นี้ประสบความสำเร็จด้วยการสร้างบ้านถาวรให้แก่คนเร่ร่อนเรื้อรังที่เปราะบางจำนวน 105,800 คน จากชุมชน 186 แห่ง งบประมาณที่ใช้ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบนี้มี จำนวนกว่า 1 พันล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐต่อปี จำนวนกว่า 1 พันล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐต่อปี

อโชก้าเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่ทดลองใช้วิธีการทำงานแบบทีมในทีมเพื่อแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนเกี่ยวกับระบบการศึกษาของเรา นั่นคือ ทำอย่างไรเราจึงจะมั่นใจว่าเด็กทุกคนเรียนรู้ทักษะของพลเมืองโลก ซึ่งมีทักษะหลักที่ประกอบด้วย การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น การทำงานเป็นทีม การเป็นผู้นำ และการแก้ไขปัญหาที่สำคัญ อโชก้ายังได้สร้างเครือข่ายของโรงเรียนระดับประถมและมัธยมทั่วโลก ที่ใช้เป็นโมเดลในการพัฒนาทักษะสำคัญเหล่านี้ให้แก่เด็กตั้งแต่วัยเยาว์  ความจริงในระยะแรก อโชก้าใช้วิธีการทำงานแบบเก่า นั่นคือคนทำงานอโชก้าจัดการฝึกอบรมและจัดโครงการต่างๆ ให้ครูและนักเรียนของพวกเขา อย่างไรก็ตาม การให้บริการโดยตรงเหล่านั้นใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังไม่สามารถทำให้เกิดการมีส่วนร่วมมากพอ ต่อมาอโชก้าจึงทดลอง

ใช้โครงสร้างการทำงานแบบทีมในทีมที่สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน ทุกวันนี้ทีมทุกทีมของ "Changemaker School” (โรงเรียนนักสร้างการเปลี่ยนแปลง) ซึ่งจะประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ธุรการ 1 คน ผู้ปกครอง 1 คน ครู 1 คน เป็นอย่างน้อย ทีมงานนี้จะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนให้นักเรียนเข้ามาร่วมด้วย นอกเหนือจากนี้ ทีมโรงเรียนนักสร้างการเปลี่ยนแปลง (ที่กำลังขยายไปถึงโรงเรียนจำนวน 190 แห่งใน 26 ประเทศ) ยังได้เผยแพร่วิสัยทัศน์ที่กว้างไกลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิงด้านการศึกษา ที่ยิ่งใหญ่กว่าเป้าหมายสู่ความสำเร็จของโรงเรียนของตนเอง

จากตัวอย่างทั้งสองที่ยกมานี้ จะเห็นได้ว่าธรรมชาติของแนวคิดแบบทีมในทีมสะท้อนให้เห็นและให้การยอมรับความยืดหยุ่น ความซับซ้อน และความเร่งด่วนของปัญหาพื้นฐานทางสังคมที่ซับซ้อน มีองค์กรจำนวนหนึ่งกำลังทดลองใช้โครงสร้างการทำงานที่คล้ายคลึงกับทีมที่ไม่ได้เป็นแบบเก่า นั่นคือทีมที่มีโครงสร้างตามลำดับชั้นเพียงเล็กน้อยและมีการกระจายอำนาจการตัดสินใจ บริษัท Zappos, Valve  และอีก 12 บริษัท (ดูรายละเอียดที่นี่ ) ที่ดำเนินการโดย เฟเดริค ลาลู (Frédéric Laloux) เป็นตัวอย่างที่ดีขององค์กรที่ทำการทดลองนี้  โมเดลการจัดองค์กรดังกล่าวจำนวนมากจะมีองค์ประกอบของ ‘การจัดตั้งตัวเอง’ ด้วย และเพื่อให้ทีมที่จัดตั้งตัวเองทำงานได้จริง เราต้องรู้ว่าอะไรคือความสมดุลระหว่างความชอบและทักษะของสมาชิกในทีม